เชียงดาว อ่างขาง กิ่วแม่ปาน ไปกันยัง???

เป็นอีกทริปที่ดองเปรี้ยวหวาน จากข้ามเดือนเป็นข้ามปี ปีที่เราไปจัดเป็นปีแรก จากคอนเชียงดาวครั้งแรก จนครั้งที่สองจัดแล้วล่มแล้ว ตอนนี้คอนครั้งที่กำลังจะเริ่ม 3 เพิ่งได้อัพ ><

Paradox คือ ก่อนมาได้ทำการ reserch วงนี้มาว่าของแจกเยอะ และที่บางทีแจกของแปลกเช่นน้ำแข็งใส คือแจกน้ำแข็งมาก่อนและเฮลูบอยตาม คือเต้นๆกันอยู่เหนี่ยวหนึบหนับซะอย่างงั้น หรือที่หนักกว่านี้ คือแจก ผัดผักบุ้ง ไม่มีอยากจะคิดภาพ…เมื่อวงนี้ขึ้นจึงพยายามห่างเวทีเข้าไว้ คงปลอดภัยที่สุด

Bigass ครั้งแรกที่เจอพี่เค้าบนคอน พี่เจ๋งพลังเหลือล้นมาก เรียกว่าเต้นจนเหงื่อแตก ในขณะที่ใกล้เที่ยงคืนแบบนั้น เครื่องอุ่นขึ้นมาเลย

พี่โจ้ สิงห์เหนือเสือใต้ ..พี่โจ้มีเสน่ห์บนเวที มาก ชอบเพลงพี่แก จนไปเดินกิ่วแม่ปาน ยังเอาเพลงพี่แกไปเต้นตามอยู่เลยอินหนักมาก เสียดายตอนนั้นมันน่าจะตีสองกว่าแล้วพี่โจ้ เล่นแค่ครึ่งชั่วโมงเอง

วางสุดท้าย tattoo วงนี้อึกมาเราว่าเล่นกว่าชั่วโมง ขนมาทุกเพลง ร้องได้หมด จากแก็งค์หก ตอนนี้เหลือเพียงสองร่างคือช้านกะน้องกิ๊ฟ ..ไม่มีใครยอมใคร

หมดแรงหมดเวลาตอนแรกพิธีกรพูดติดตลกว่าเราจะเลิกพร้อมพระเดินบาตร แต่เร็วกว่าคาด เลิกตีสี่กว่าๆเอง กลับเข้าเต็นท์มานอนๆๆซึ่งก็จะหลับมั๊ย หนาวขนาดนั้น ..เต็นท์ก็ตามรูป มีเพียงแผ่นพลาสติกคั่นเรากับพื้นเท่านั้น หึหึ คนที่เค้าพร้อม เค้ามีทั้งผ้าปูรองเพิ่มฟาง มีผ้าคลุมน้ำค้าง …คืนนั้นรู้สึกสนิทกับดินข้างใต้มาก หนาวทะลุถึงใจ

ตื่นแต่เช้า จริงๆจะเรียกว่าตื่นก็ไม่น่าได้ ก็ยังไม่ได้นอนหลับสนิทเลยนี่นา

Day 2

วันนี้เราดีลกับคุณลุงที่มาส่งเราไว้แล้วให้มารับพวกหนูด้วยเวลา 7 โมง
แปรงฟันรอรถ ผู้ร่วมชะตากรรมนอนเต็นท์แต่ละคนเริ่มทยอยร่างออกมากันเยอะแล้ว คงเหมือนกัน หนาวจนหลับไม่ลง

เมื่อคืนท่านนายอำเภอแนะนำว่ามีศาลเจ้าพ่อองค์ดำ หรือพระนเรศวร มาแล้วอย่าลืมไปสักการะ เราก็ขอไปด้วย ขับไปจากที่คอนเสิร์ตน่าจะกว่า 10 กิโล

ที่นี่เราไปไหว้พร้อมคุณป้าถวายหัวหมูทีเดียวถึง 6 หัว ยิ่งสร้างความมั่นใจให้พวกเรา เอ้า!!!กระจายตัวคนละมุม…ขอด่วน

เสร็จแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนเรายังไม่ได้อาบน้ำกันเลย ด้วยโชคหรืออะไรไม่รู้ตอนทำรีเสิร์ชเชียงดาว ดันไปอ่านเจอคอลัมย์ใน a day เกี่ยวคนญี่ปุ่นที่มาตั้งรกรากในไทย หนึ่งในนั้นมีคุณลุงคนนึงมาเปิดออนเซ็นที่เชียงดาว ช่างเหมาะเจาะ ได้ทั้งที่อาบน้ำ ที่แช่น้ำอุ่น สปาผิว ไปกัน!!

เรียกว่า unseen จริง ทางเข้าค่อนข้างลึกลับซับซ้อนและไกลจากถนนมากมาย คุณลุงคนขับถึงกับอุทานว่าพวกเราก็ช่างมารู้จักนะ

ที่นี่มีค่าลงออนเซ็น 50 ต่อชั่วโมง แต่จริงๆแล้วก็ไม่ได้ strict เรื่องเวลามาก ถ้าใครจะแช่ออนเซ็นที่นี่ไม่ต้องโป๊ๆน้าเค้าให้ใส่ผ้าถุงลงไปได้ ถ้าไม่มีก็มีค่าเช่า 20 บาทเท่านั้น

บ่อออนเซ็นที่นี่จะตั้งติดกับลำธารสายย่อมที่น้ำอุ่นๆเพราะเป็นสายแร่เดียวกับที่เป็นออนเซ็น เป็นน้ำพุธรรมชาติ แช่ท่ามกลางธรรมชาติ ตอนพวกเราไปถึงมีคนแช่อยู่แล้วสี่ห้าคน

ที่นี่จะมีห้องอาบน้ำแยกต่างหาก ซึ่งน้ำนั้นเย็น…ราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ห้องมีเยอะนะ 8 ห้อง
อาบน้ำเสร็จ เรามีนัดกับพี่เป้าไกด์นำเที่ยวของเราสองวันนี้ที่ท่ารถฝาง

จับรถบัสสายเดิมขามา จากเชียงดาวไปฝาง เดินทางประมาณ 1.5 – 2 .0 ชั่วโมงจะถึงท่ารถฝาง
ที่นั่นเราจะเจอพี่เป้ารออยู่แล้ว

จากนี้พี่เป้าพาเราไปน้ำพุร้อนฝางก่อน ที่นี่เราตื่นเต้นกันมากเพราะทุก 45 นาทีน้ำจะเกิดแรงดันพุ่งสูงแรงมาก ทำเราร้องโอ้โฮฮฮ!!!!ดังด้วยความทึ่ง จนเจ้าเด็กแสบ..สะกิดแม่แล้วพูดดังๆเหมือนจะให้พวกเราได้ยินว่า " แม่แม่พวกพี่เค้าไม่เคยเห็นกันเหรอ ตื่นเต้นกันจัง" ….หึหึ พยายามเอาวิญญาณปุ๋ย พรทิพย์ประทับร่างด่วนนนน รักเด็กๆๆ เด็กไร้เดียงสา ท่องๆๆๆไว้

จากนี่เราไปเยี่ยมน้องณี กับพี่อาทิตย์สักหน่อย ที่สวนส้มธนาธร ชมสวนส้มโดยรถของสวน ส้มมองไปไกลสุดลูกตา อากาศดีมาก …ตอนขากลับออกจากสวน เห็นคนกำลังรถน้ำต้นส้มเราเลยรีบเปิดกระจกรับความสดชื่น พี่เป้ารีบตะโกนเลย ไม่ได้ๆนั่นเค้าฉีดยาฆ่าแมลง …เอิ่มกดกระจกขึ้นแทบไม่ทัน นั่นไม่เรียกฉีดแล้วเรียกว่าอาบ พี่เป้าบอกว่าแถบนี้เค้าฉีดทั้งนั้นแหละ ไม่งั้นไม่ได้ผลผลิตหรอก…หือออ กลับมาช้านจะเลิกกินส้มสักพัก

เกือบห้าโมงแล้ว ขึ้นดอยอ่างขางกันเลย ไม่อยากให้มืดค่ำระหว่างทาง
ระหว่างทางอากาศหนาวทีเดียว ดอกนางพญาเสือโคร่งทยอยกันออกดอกทักทายเหล่านักท่องเที่ยวตลอดเส้นทาง ..กำลังมองๆดอกไม้ ก็มาหวาดเสียวกับเส้นทาง โค้งเยอะมากบางแห่งหักศอก ถ้าคนไม่ชินทางนี่ต้องขับะวังให้จงมาก

ถึงบนดอยเริ่มมืดแล้วไปเช็คอินที่พักกันก่อน ในนี้เรานอนอ่างขางบ้านสวนรีสอร์ท ที่เคยถ่ายทำ the letter เอาจริงๆเราจำไม่ได้หรอกว่าส่วนไหนของหนัง แต่ที่เลือกที่นี่คือด้านหลังติดเนินเขามีดอกนางพญาต้นใหญ่ และตอนนี้กำลังออกดอกด้วย

มื้อเย็นเราฝากท้องไว้ที่ตลาดของดอยอ่างขางซึ่งเดินออกจากโรงแรมเพียงนิดเดียว ซึ่งพี่เป้าขอตัวกลับไปนอนที่บ้าน เพราะบ้านพี่เป้าอยู่บนดอยนี้แล อากาศหนาวลงเรื่อยขนาดที่ว่าพูดออกมาเป็นไอ รีบกลับโรงแรมอาบน้ำนอนกัน

ที่โรงแรมเค้าจะใช้แก๊สต้มน้ำ เครื่องทำน้ำอุ่นแบบพื้นรบ คงเอาน้ำเย็นแบบนี้ไม่อยู่ เพราะฉะนั้นให้ทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นคุณอาจมีอาการมึนและหมดสติได้ ด้วยเหตุเรื่องความปลอดภัยนี้แหละ พวกเราจึงขอละเว้นการอาบน้ำมื้อเช้าไปก่อน

Day 3

พี่เป้านัดไว้ตีห้า เราจะไปกินข้าวต้มมื้อเช้ากันก่อน และรอดูดวงอาทิตย์ขึ้นที่ขอบด้ง
วันนี้หมอกลงหนาจัด ทำให้เราไม่เห็นดอกอาทิตย์ขึ้น ทั้งๆที่หมอกหนาแต่ก็ไม่มีทะเลหมอก จะเอายังไงแน่ เพราะเมื่อคืนฝนตกหนักพอสมควร ไร่สตรอเบอร์รี่ในตำนาน ทางเข้าเหมือนเวทีคอนเสิร์ตเอารถเข้าไม่ได้ พี่เป้าจึงพาไร่ที่รู้จักกัน อาจจะไม่ใหญ่เท่าไร่ดัง แต่ที่นี่เค้าอนุญาติให้เราเดินชม และเก็บกินได้ไม่จำกัด ฟรีด้วยใจดีมากๆๆๆ ก่อนกลับเราไม่ลืมอุดหนุนคนละกล่องสองกล่องสดอร่อยหวานนนนน #ดีต่อปาก

จากนั้นก็ชมจุดต่างภายในสถานีเกษตร ราวเที่ยงพี่เป้าพาพกเราลงมาส่งที่รถตู้ฝาง ขากลับเราจะนั่งรถตู้เข้าเมืองกัน

สนนราคาของพี่เป้า คือ 2600 บาท ต่อทริปนี้สนใจถามหลังไมค์ได้

เรานัดไกด์คนใหม่คือลุงทองไว้ที่ช้างเผือก จากนี้เราจะไปดอยอินทนนนท์กัน
นอนที่แม่กลางหลวง เสียดายไปถึงใกล้ค่ำแล้ว ไปกินร้านกันที่ร้านสวัสดิการของโครงการหลวง

Day 4

ตื่นเช้าเราต้องเผื่อเวลาเพื่อไปชมดวงอาทิตย์ขึ้นที่ยอดดอยจึงต้องออกตั้งแต่มืดๆๆๆ
รอชมดวงอทิตย์ขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิ 0 องศา

เรียกว่ายืนรอเฉยๆไม่ได้ ต้องเต้นไปด้วย เพราะแม้เราจะจัดชุดมาเต็มแล้ว แต่ขนก็ยังลุก หน้าวหนาว พูดเป็นไอเลยทีเดียว กว่าดวงอาทิตย์จะออกมาทักทาย มือช้านเริ่มเจ็บแล้ว หูก็แดงก่ำ

กิ่วแม่ปาน หลังจากไข่แดงดวงโตออกมาทักทาย เราก็บ่ายหน้าสู่ทางเดินชมธรรมชาติไหล่เขา ซึ่งระยะทางเดินโดยรวมไม่ถึง 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 2 ชั่วโมง ณ จุดนี้จะมีพี่เจ้าหน้าที่นำทางเป็นกลุ่มเล็กๆ ราว 10 กว่าคน มีค่านำทางเล็กน้อยเท่านั้น

ที่นี่เราคาดหวังว่าจะเจอกับพี่ทะเลหมอกจังๆสักที ..และนั่นก็ทำให้เราซึ้งกับคำกล่าวของ ททท ที่ว่า เมืองไทยไม่ไปไม่รู้ ที่นี่เราได้เจอเนื้อคู่ เอ้ย เจอเพื่อน ใหม่ คือ กระแต และ เพื่อนร่วมเดินป่าที่แต่งตัวยิ่งกว่าไปเกาหลี …เค้าแซวเล่นนะ เราว่าเราเยอะแล้วสู้สองสาวไม่ได้เลย

หลังจากไปถ่ายกับจุดสูงสุด เราก็ไปต่อที่พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ อากาศวันนี้ดีมาก ลมหนาวๆพัดมาเรื่อยๆตลอด ที่นี่มีดอกไม้เมืองหนาวเต็มไปหมด และหนึ่งในนั้นก็คือ กุหลาบพันปี คือไม่เห็นต้องไป Trekking ที่กิ่ว ที่นี่ก็มีและใกล้ชิดกว่าอีก

ขากลับเข้าเมือง แวะน้ำตกวชิรธาร เวียงกุมกาม ตลาดของฝาก พลาดไม่ได้คือคือกาดวโรรส ก่อนจะมุ่งสู่ใจกลางเมืองหามื้อเย็นกินกัน

Think park กะว่าจะไปแซ่บร้านเฮียโน๊ต อาหารเหนือสไตล์ฟิวชั่น

อิ่มแล้วเดินสำรวจแถวนี้เล็กน้อย ได้เวลาแล้วลุงทองมารับที่นี่ เตรียมตัวกลับบ้านกัน

คือว่าไม่ค่อยได้ช็อบอะไรแล้วนะกระเป๋ายังล้นอีก …

สนนราคาของลุงทองคือ 3500 บาท ค่า

…บั๊บบาย เชียงใหม่

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s