เที่ยวเขาสู้งสูงต้องระวัง

อาการของ High Altitude Sickness

 

จริงๆแล้ว High altitude sickness เป็นการกล่าวถึงกลุ่มโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ในภาวะที่มีออกซิเจนน้อย ซึ่งประกอบด้วย 3 โรคหลักๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์และมีความต่อเนื่องกันอยู่ในบางส่วนครับ คือ

Acute Mountain Sickness (AMS) ยังไม่มีชื่อภาษาไทยครับ เป็นโรคที่มีความรุนแรงไม่มาก เกิดเมื่อมีการเดินทางขึ้นไปที่สูง โดยทั่วไปต้องมากกว่า 2500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งจะมีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ ซึ่งเป็นอาการเด่นของภาวะนี้ อาการอื่นๆที่พบได้บ่อยคือ นอนไม่หลับ เหนื่อย หายใจเร็ว โดยอาการต่างๆเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากขึ้นไปที่สูงประมาณ 4-10 ชั่วโมง ที่พบบ่อยคือเกิดขึ้นในคืนแรกที่ขึ้นไปที่สูง โดยทั่วไปอาการจะไม่รุนแรงมาก และร่างกายจะค่อยๆปรับตัวได้เองภายใน 1-2 วัน

High Altitude Cerebral Edema (HACE) หรือภาวะสมองบวมจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่เกิดต่อเนื่องจากภาวะ AMS โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน ถ้ามีอาการรุนแรงมากจะมีชัก หมดสติ จนถึงเสียชีวิตได้ ดังนั้นถ้ามีอาการดังกล่าวต้องรีบพบแพทย์ และเดินทางลงสู่ในพื้นที่ต่ำกว่าทันที

High Altitude Pulmonary Edema (HAPE) คือภาวะปอดบวมน้ำจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่รุนแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นเดี่ยวๆหรือเกิดขึ้นร่วมกับภาวะ HACE ก็ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก อยู่เฉยๆก็เหนื่อย ภาวะนี้ทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นถ้าเกิดภาวะดังกล่าวขึ้น ต้องรีบพบแพทย์และเดินทางลงสู่พื้นที่ต่ำกว่าทันที

อนึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางไปพื้นที่สูงโดยทั่วๆไป เช่นไปเมืองลาซา คุซโก โบลิเวีย ทิเบต ส่วนใหญ่ จะมีอาการ Acute mountain sickness เท่านั้น ถ้าได้มีการพัก และร่างกายปรับตัวได้ดี มักจะไม่เกิดภาวะ HACE และ HAPE ขึ้น อย่างไรก็ตามต้องหมั่นสังเกตอาการของตนเองและเพื่อนร่วมทางเสมอว่าเกิดอาการผิดปกติใดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วง 1-3 วันแรกหลังจากขึ้นไปที่สูง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการที่รุนแรงตามมา

หลักการทั่วไปในการป้องกันภาวะ Altitude Sickness

1. ต้องศึกษาข้อมูลถึงสถานที่ที่จะไปก่อนการเดินทางครับว่า สถานที่ที่จะไปอยู่ในพื้นที่สูงมากหรือไม่ เช่น ถ้าจะไปเที่ยวทิเบต ภูฏาน เนปาล เปรู โบลิเวีย ประเทศเหล่านี้มักมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่สูงอยู่มาก ควรหาข้อมูลถึงระดับความสูง และดูแผนการเดินทางของเราเสมอ ว่าจะต้องผ่านในพื้นที่สูงมากหรือไม่ เช่น

  • ถ้าจะไปเที่ยวเนปาล ไปแค่เมืองหลวงกาฐมัณฑุ (1400 m) โปขระ (827 m) นาการ์ก็อต (2195 m) มักจะไม่มีปัญหาใดๆ เพราะอยู่ไม่อยู่มาก แต่ถ้าจะไป trekking ที่ Annapura circuit ที่ Poon Hill (3210m) หรือผ่าน Thorung La (5400m) ต้องเตรียมตัวอย่างดีครับ
  • การไปเที่ยวขึ้นยอดเขาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เช่น Pilatus (2132m) Titlis (3028m) หรือ Jungfrau (3571 m) Gornergrat (3,135 m) มักจะไม่มีปัญหา high altitude sickness เนื่องจากเราจะนั่ง cable หรือรถไฟขึ้นไป และอยู่บนยอดเขาไม่นาน และลงมาสู่ที่ต่ำกว่าเวลาไม่กี่ชม. ร่างกายมักจะทนได้
  • ถ้าจะไปเที่ยวเปรู ไปมาชุปิชู (Machu Picchu) อย่างไรก็ต้องไปเมือง Cusco (3399 m) ซึ่งมักจะนั่งเครื่องบินไปจากเมืองลิมา (ระดับน้ำทะเล) นักท่องเที่ยวมักจะมีอาการ altitude sickness ในช่วง 1-2 วันแรกที่ Cusco เพราะร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน แต่พอพ้นช่วงแรกแล้ว และไปเที่ยว มาชูปิชู (2430 m) มักจะไม่มีปัญหาใดๆ เพราะอยู่ที่ระดับความสูงต่ำกว่า Cusco อีก
  • ถ้าจะไปประเทศจีน บางเมืองจะอยู่ในที่สูง ต้องศึกษาก่อนเสมอ เช่นไป ลี่เจียง (2400 m) ภูเขามังหยก (3356 m) ทิเบต (3490m) ควรต้องเตรียมตัว
  • ถ้าจะไปเที่ยวเลห์ ลาดักห์ บริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตอินเดียตอนเหนือ เป็นพื้นที่สูง ตัวเมืองเลห์เองอยู่สูงประมาณ 3500 m เหนือระดับน้ำทะเล นอกจากนี้นักท่องเที่ยวมักจะไปเที่ยวที่ต่างๆด้วย ไม่ว่าจะเป็น Pungong lake (4350m) และต้องเดินทางผ่านช่องเขา Changla Pass (5360m) ควรจะต้องเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวเสมอ
  • —-ถ้าเทียบกับเมืองไทย  จุดสูงสุดคือ อินทนนท์ ระดับน้ำทะเล 2,565 เมตร 

2. ร่างกายต้องการเวลาปรับตัว (Acclimatization)ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรเลือกแผนการเดินทางที่ไม่ขึ้นสู่ที่สูงเร็วเกินไป ควรพักที่เมืองที่อยู่ต่ำกว่า 1-2 วันเพื่อปรับตัว

3. ถ้าจำเป็นต้องเดินทางขึ้นสู่ที่สูงอย่างรวดเร็ว เช่น นั่งเครื่องบินจากลิมาไปคุซโก (3399 m) นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่ง (ประมาณ 20-25%) มักจะมีอาการ ดังนั้นในช่วงแรกๆที่ขึ้นไปที่สูง ควรงดการออกกำลัง เดิน หรือวิ่ง ควรพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำบ่อยๆ และสังเกตอาการของตัวเองว่ามีความผิดปกติใดๆหรือไม่ ถ้ามีอาการของ AMS เพียงเล็กน้อย เช่นปวดศีรษะ คลื่นไส้ นอนไม่หลับ ร่างกายค่อยๆปรับตัวได้ และอาการจะหายไปเองใน 1-2 วันแต่ถ้ามีอาการรุนแรงมากขึ้น ควรพบแพทย์ และเดินทางสู่ที่ต่ำกว่าทันที

4. การใช้ยาเพื่อป้องกัน altitude sickness เช่น Acetazolamide (diamox) ในนักท่องเที่ยวบางรายมีความจำเป็น เพราะยาจะช่วยป้องกันและลดบรรเทาอาการได้ แต่การใช้ยาควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพราะแพทย์ต้องพิจารณาแผนการเดินทาง ข้อบ่งชี้ ข้อห้ามในการใช้ยา และแนะนำการใช้ยาที่ถูกต้อง

5. ในนักท่องเที่ยวที่ปีนเขา หรือ Trekking ในที่สูง ต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำในพื้นที่อย่างเคร่งครัด ไม่ควรรีบเดินหรือทำเวลาก่อนเวลาที่แนะนำไว้โดยทั่วไป เช่นถ้าจะปีนยอดเขาคีรีมันจาโร (5895m) ควรมีการเตรียมทีม เตรียมอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ต่างๆที่จำเป็น และควรเดินทางตามที่กำหนดไว้ ไม่ควรจะรีบปีนโดยใช้เวลาน้อยกว่า 5 วัน เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะปีนไปไม่ถึง และเกิดการไม่สบายกลางทาง

6. ถ้ามีอาการแพ้ความสูงเกิดขึ้น ควรระมัดระวัง และสังเกตุอาการตนเองและเพื่อนร่วมทางเสมอ ถ้ามีอาการไม่มาก เช่น ปวดศีรษะ มึนศีรษะ อ่อนเพลีย ควรพัก ถ้าเป็นแค่ Acute mountain sickness ร่างกายจะค่อยๆปรับตัวได้เอง แต่ถ้ามีอาการรุนแรง เช่น เหนื่อยมาก ไอ สับสน ปวดศีรษะ มึนงงมาก ต้องรีบลงสู่พื้นที่ที่ต่ำกว่า และหาสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

2. ยา Diamox คือยาอะไร

ยา Diamox หรือชื่อสามัญคือ Acetazolamide เป็นยาที่ไม่ได้มีใช้ทั่วไป แต่เป็นยาที่มีประโยชน์ในการรักษาหลายอย่าง เช่น มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ สามารถลดความดันตา ใช้รักษาโรคต้อหิน และสามารถใช้ป้องกันรวมถึงรักษาภาวะ Acute mountain sickness ได้ จะเห็นว่ายานี้มีฤทธิ์หลายๆอย่าง การใช้ยานี้เพื่อหวังผลแต่ละอย่าง จะใช้ขนาดยาที่ต่างกัน บางโรคบางภาวะจำเป็นต้องกินในขนาดที่สูง แต่ถ้าใช้ในการป้องกัน high altitude sickness แพทย์จะแนะนำให้กินในขนาดที่ต่ำกว่า

3. ทำไม Diamox ถึงสามารถป้องกันภาวะ high altitude sickness ได้

อาการแพ้ที่สูงเกิดจากการที่ร่างกายไม่คุ้นเคย และปรับตัวไม่ทัน เนื่องจากขึ่นไปอยู่ในพื้นที่สูงมีออกซิเจนในบรรยากาศต่ำ ซึ่งกลไกอย่างหนึ่งของร่างกายในการช่วยเพิ่มออกซิเจนคือ การหายใจให้เร็วขึ้น ทำให้ได้ออกซิเจนมากขึ้น การกินยา diamox จะทำให้ร่างกายหายใจเร็วขึ้น จากหลายกลไกครับ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการหายใจโดยตรง และการทำให้เลือดมีภาวะเป็นกรดมากขึ้น ร่างกายจะได้หายใจเร็วขึ้นเพื่อขับกรดออกไป ซึ่งกลไกการออกฤทธิ์ของยาจริงๆซับซ้อนและยุ่งยากกว่านั้นมากครับ แต่จะไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้

4. ยา Diamox สามารถป้องกันอาการแพ้ที่สูงได้จริงไหม

ถ้าตอบสั้นๆคือ จริงครับ มีหลักฐานทางการแพทย์ และงานวิจัยมากมายยืนยันว่า ยา Diamox สามารถช่วยป้องกันอาการจากการแพ้ที่สูงได้ และยังสามารถช่วยย่นระยะเวลาในการปรับตัว (Acclimatization) เมื่อขึ้นสู่ที่สูงได้ อย่างไรก็ตาม Diamox ไม่ใช่ยาที่กินแล้วจะป้องกันอาการได้ 100 % หรือกินแล้วจะทำให้ขึ้นที่สูงได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องพัก นอกจากนี้ยา Diamox ยังไม่สามารถใช้รักษาอาการแพ้ที่สูงอย่างรุนแรงได้ ในกรณีดังกล่าว จำเป็นต้องใช้ยาอื่น เช่น dexamathasone หรือ nifedipine ซึงควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

5. ใครไม่ควรกินยา diamox และผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยาคืออะไร 

ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา ในกลุ่ม Sulfa รวมถึงยาปฏิชีวนะกลุ่ม Bactrim ไม่ควรกินยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง นอกจากนี้ในผู้มี โรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคปอด โรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพราะอาจมีปัญหาเวลาเดินทางขึ้นที่สูงรวมถึงมีปัญหาในการใช้ยาได้

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยในการกินยา คือ

  • อาการชาหรือรู้สึกเป็นเหน็บที่ปลายมือปลายเท้า อาการนี้มักจะไม่รุนแรงและหายเองได้ เมื่อหยุดยาแล้ว
  • การรับรสที่ลิ้นจะแปลกไป โดยรู้สึกแปร่งๆเวลาดื่มน้ำอัดลม (Metallic taste) อาการนี้พบได้บ่อย แต่ไม่รุนแรงและหายเองได้
  • ปัสสาวะบ่อย เนื่องจากยา diamox มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ ทำให้บางคนมีอาการปัสสาวะบ่อยขึ้นเวลากินยา ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • ผื่นขึ้น ลมพิษ แน่นหน้าอก เหล่านี้เป็นอาการของการแพ้ยา ควรหยุดยา

6. ซื้อยา diamox กินเองได้ไหม

ไม่แนะนำให้ซื้อยากินเองครับ ควรจะพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาจะดีกว่า ซึ่งแพทย์จะพิจารณารายละเอียดการเดินทาง ประวัติสุขภาพ และประวัติแพ้ยา ก่อนจะพิจารณาสั่งยาให้ตามความเหมาะสม และให้คำแนะนำที่ถูกต้องครับ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะกินยานี้ได้ และยานี้ยังมีข้อห้ามและข้อควรระวังบางอย่าง

การหาซื้อยากินเอง ถามวิธีการกินยาจากเพื่อนๆ หรือหาข้อมูลเองทาง Internet ต้องระมัดระวังครับ ไม่ควรทำเช่นนั้น เพราะข้อมูลที่ได้มา อาจไม่ถูกต้องและเกิดความเข้าใจผิดที่พบบ่อย ควรปรึกษาแพทย์จะเหมาะสมกว่า

ต่อไปนี้เป็นข้อควรรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการใช้ยา

  • ถ้าจะใช้ยานี้เพื่อป้องกันอาการแพ้ที่สูง ต้องกินยาล่วงหน้าก่อนขึ้นที่สูงประมาณ 24-48 ชั่วโมง และกินจนกระทั่งถึงจุดที่สูงที่สุด และกินต่อสัก 1-2 วัน แพทย์จะต้องดูแผนการเดินทางอย่างละเอียด และจะให้คำแนะนำได้ว่า เริ่มกินยาวันนี้ ตรงนี้ และหยุดยาเมื่อขึ้นไปถึงตรงนี้ ณ.วันนี้ ซึ่งคำแนะนำในแต่ละคน แต่ละการเดินทางจะไม่เหมือนกัน
  • การเริ่มกินยาเมื่อขึ้นไปสู่ที่สูงแล้ว อาจช่วยลดอาการ แต่จะไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการแพ้ความสูง
  • การกินยา diamox เพื่อป้องกันอาการแพ้ความสูง ใช้ขนาดต่ำครับ โดยทั่วไปจะให้ขนาด 125 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ถ้ากินเม็ดขนาด 250 มิลลิกรัม ให้กินแค่ครึ่งเม็ดวันละ 2 ครั้งก็พอ
  • การไปซื้อยากินเอง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันมาก เนื่องจากยา diamox มีหลายคุณสมบัติ และใช้รักษาในหลายโรค  แต่ละโรคใช้ขนาดยาไม่เท่ากัน นอกจากนี้เม็ดยายังมีหลายขนาด มีทั้ง 125 mg, 250mg หรือแม้แต่ 500 mg ทำความสับสนได้มาก เช่น บางคนไปซื้อยาที่ร้านขายยาเอง บอกว่าซื้อ diamox อาจได้ยาในขนาดการรักษาโรคต้อหิน  ซึ่งเป็นขนาดสูง กินวันละ 3 ครั้ง ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้มากขึ้น ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลให้ดี และพบแพทย์เพื่อรับยาจะดีกว่า
  • ถ้ามีอาการแพ้ความสูงแม้ว่าจะกินยา diamox หรือไม่ก็ตาม ควรระมัดระวัง และสังเกตุอาการตนเองและเพื่อนร่วมเดินทางเสมอ ถ้าเป็นแค่ Acute mountain sickness มีอาการไม่มาก เช่น ปวดศีรษะ มึนงง สามารถกินยา paracetamol เพื่อบรรเทาอาการได้ และควรพัก ร่างกายจะค่อยๆปรับตัวได้เอง แต่ถ้ามีอาการรุนแรง เช่น เหนื่อยมาก ไอ สับสน ปวดศีรษะ มึนงงมาก ต้องรีบลงสู่พื้นที่ที่ต่ำกว่า และไปสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

ที่มาข้อมูล–

Altitude Sickness #2 อาการและการป้องกัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.