แจกแพลนเที่ยวGrand Italy

Day 1  มิถุนายน Flight BKK 21.25  7 มิ.ย. to Milan 8.15 8 มิ.ย.

10.00 น. นั่งรถบัสเข้าเมือง ราคา 8 Euro รอบรถมีตลอด ไปสุดสายที่สถานีรถไฟ Milano Centrale  45 นาที ตม.ใช้เวลาไม่นานเลย

ที่หมายแรกคือ Duomo di Milano  Train to San Donato (M3)  Centrale FS >> Duomo ใช้เวลาถึง 650 ปีในการสร้าง น่าทึ่งมากๆ

** ตั๋วซื้อเป็น 1 day ร้านอยู่ชั้นล่าง (พอออกจากรถไฟมา ลงบันไดเลื่อน 1 ชั้น หรือ 2 ชั้น) นี่แหละค่ะ ซื้อในร้านสะดวกซื้อมาหลายร้านเลย  ตั๋ว Metro ราคา 4.5 EUR สำหรับ 1 วันนะคะ

***ฝากกระเป๋า La stazione ferroviaria di Milano ha lasciato i bagagli อยู่ชั้น 1 ด้านขวามือสุด ถ้าเราหันหน้าสู่เข้าสถานีนะครับ จะมีเคาน์เตอร์ฝากกระเป๋าพร้อม จนท.  เค้าแจกเป็นบัตรฝากคิดราคาเป็น ชม. จ่ายตอนรับกระเป๋า —- 5 ชั่วโมงแรกคิดเหมารวมใบละ 5 ยูโร ครับ – ชม.ที่ 6 ถึง 12 คิดชม.ละ 0.7 ยูโร- ชม.ที่ 13 เป็นต้นไปคิด ชม.ละ 0.3 ยูโร
The Milan train station left luggage office is open every day from 6:00 to 23:00, so it is easy to access it at almost any time of day.

Milan Train Station Left Luggage

มิลานมีรถ metro แค่ 3 สาย (3 สี) คือ สีแดง สีเขียว และสีเหลือง

หากคุณจะไป Duomo คุณสามารถนั่ง Metro สาย 1 (แดง) หรือสาย 3 (เหลือง) ซึ่งก่อนอื่น วิธีการเริ่มต้นเลยคือ คุณต้องเดินไปยังถนนหน้าสถานีรถไฟ จะมีป้ายบอกทางลงไป Metro ด้านล่าง จากนั้น ก็เข้าแถวซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ หรือซื้อจากเจ้าหน้าที่ขายตั๋วที่เค้าท์เตอร์ก็ได้ค่ะ

*** ปล.ตรงนี้มักจะมีพวกคนมาคอยกดตั๋วให้ ซึ่งอาจจะขอ เงิน 1-2 ยูโรค่ากด

ปล1.ถ่ายในมหาวิหารดูโอโม่ เสีย 2 ยูโรครับ

ปล2.ขึ้นลิฟต์ไปหลังคาวิหาร เสีย 12 ยูโร ข้างบนวิหาร สวยโรแมนติกมากครับ หนุ่มสาวอิตาเลียนนอนพาดหลังคาพลอดรักกันบนหลังคาวิหาร ทางขึ้นชมดาดฟ้า ไม่ได้อยู่ภายในโบสถ์ คุณต้องเดินออกจากวิหารก่อน แล้วเดินอ้อมไปด้านข้าง จะเห็นป้ายบอกทางเข้า หาไม่ยาก หากคุณมีผู้สูงอายุไปด้วย อย่าลืมแจ้งคนขายตั๋ว เพราะคุณจะได้ราคาที่ลดลงจากราคาปกติครึ่งนึงเลย

ปล3.ตอนเช้า ถ่ายภาพแล้วมันย้อนแสง

Galleria Vittorio Emanuele จัดเป็นศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อีกเดี๋ยวเราค่อย เดี๋ยวขึ้นหลังคาเสร็จจะเข้าไปเดินเล่นนะ เดินเข้าไป Galleria Vittorio Emanuele งามมาก หรูหรามากกกก

อีกที่ นั่นคือ Piazza Castello ก่อนจะกลับไปนอนพักผ่อน นั่ง M1 สีแดง Duomo >> Cairoli ขึ้นมาก็เจอเลยค่ะ

***กรุงมิลานว่า เป็นเมืองที่เดินแล้วหายใจไม่ทั่วท้องจริงๆครับ แบบว่ามีญาติๆบาโลเตลลี่ใส่หมวกหน้าเหี้ยมๆ ถือด้ายสีๆมาคุกคาม มาเดินเฉียดไปเฉียดมา กลัวว่าถ้าโดนผูกด้ายสีๆแล้วเค้าจะทำให้ดึงไม่ออก ต้องจ่ายตังค์ แถมมีแขกขาวขายผ้าหน้าห้างวิกตอริโอ เรียกว่ากางผ้าขวางคนเลยทีเดียว ถ้าชนผ้าเค้าคงโดนฟันเลือดซิบแน่ เวลาถ่ายรูป ยิ่งเราเป็นคนเอเชียห้วดำพี่มืดยิ่งสนใจนะ  แบบว่าเวลาโพสต์ท่าถ่ายรูปต้องหันหลังเช็คว่ามีใครน่าสงสัยเดินข้างหลังรึป่าว  เรียกว่าถ้าไม่นิยมแบนด์ดังๆเช่น Chanel LV Ferragamo ก็เมินเมืองนี้ไปเลย

ที่อื่นๆ ถ้าทันก็มี

– Sforzesco Castle Castello Sforzesco

14.00 น.  เดินทางไป Lugano เราตั้งใจว่าไม่อยากจะอยู่มิลานนานเนื่องจากกิตติศัพท์เรื่องมิจฉาชีพ เดินทางประมาณ 1.5ชม  เพื่อไปที่ Morcote ลงที่ สถานี Melide แล้วต่อบัสอีก 7 ป้าย  431

Lugano, Autosilo Balestra  11 min (7 stops) ###ถ้ามีเวลาอาจจะไปเก็บตกที่ลูกาโน่ได้

———–

Lugano มีเที่ยวในย่านเมืองเก่า ชมโบสถ์ ลองดูรอบเรือ นั่งเรือชมวิวก็สวยไปอีกแบบ หรือนั่งเรือลงมาตอนใต้ของทะเลสาบ

ถ้าชอบ shopping ไปเดินเล่น Lugano เสร็จ ไป ห้าง Fox Town ต่อ นั่งรถไฟไปไม่ไกลเป็นoutlet ใหญ่มากก ของถูกมาก มีแบรนด์ดังๆเกือบครบเลย แต่มักเป็นตกรุ่น

พักที่ Al Battello Via Cantonale 10, 1, 6922 Morcote

Day 2 

ตื่นเช้าเดินขึ้นไปชมอากาศยามเช้า เป็นวิวมุมสูงสวยห้ามพลาด Morcote, Piazza Grande

มาลงที่ COMO Lago di Como จากนั้นนั่งบัสยาวๆ ชมวิวริมทะเลสาบไปลงที่ Lenno

Como Lake  เดินดูผู้คน บ้านเมือง เดินริมทะเลสาบ ถ่ายรูปออกแนวสงบๆ วิวสวยงาม อาจเพราะว่าเป็นวันอาทิตย์ คนเลยน้อย และร้านค้าส่วนใหญ่จะปิด

ก็นั่งบัส C10 ไปลง Menaggio แล้วข้ามเรือไป drop กระเป๋ากันก่อน วันนี้เราจะนอนที่ Veranna รถวิ่งเรียบทางซ้ายของทะเลสาบขึ้นไป แนะนำนั่งทางฝั่งขวาของรถครับ ตั๋วรถสามารถชื้อได้ที่เค้าเตอร์ ตรงที่จะขึ้นรถเลยครับ ขึ้นรถสาย C10 ราคาประมาน 3.4 Euro ไปอย่างเดียวนะครับ

จากนั้นก็ออกเที่ยวรอบทะเลสาบกันเลย

——- Lenno
Lenno เป็นเมืองเล็กๆ วิลล่าที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง คือ Villa del Balbianello ที่ใช้เป็นฉากถ่ายหนังหลายเรื่อง เช่น Star Wars, Jame Bond ลงที่ Lenno แล้วเดินต่อประมาณ 1 กิโลเมตร (ดูไม่ไกล แต่เหนื่อยมาก เพราะเดินขึ้นเขา) อีกวิธีคือนั่ง Taxi Boat ราคาประมาณ 6-8 ยูโรต่อเที่ยว แต่ไม่ได้มีทุกวันต้องเช็ครอบก่อนนะ  (last entrance 16.30 ราคา 15 ยูโร) แต่ยังเสียเงินเข้าชมสวนได้ (last entrance 17.15 ราคา 7 ยูโร) http://www.fondoambiente.it/beni/villa-del-balbianello.asp

Villa Balbianello  — การเดินทางไปวิลล่า taxiboat services on payment from Lido di Lenno ไม่ได้มีทุกวันต้องเช็ค/ on foot from Lenno. It is 1 km away with an uphill stretch, which can be covered in about 25 minutes. ถ้าชมสวนอย่างเดียวราคาจะเป็นตัวหลัง Full price : € 20 € 10 students up to 25 years : € 14 € 8

ที่ Lenno คล้ายๆ Como ครับ เดินดูผู้คน บ้านเมือง เดินริมทะเลสาบ ถ่ายรูปออกแนวสงบๆ วิวสวยงาม มาถึงที่ Lenno ใกล้ๆเที่ยง สามารถหาร้านนั่งกินข้าวบรรยากาศริมทะเลสาบสวยงามได้หลายร้านเลยค

จาก Lenno แล้วนั่ง ferry 30 min  Bellagio

——Bellagio

เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนติ่งแหลมที่ยื่นออกไปของทะเลสาบ เป็นเมืองพักตากอากาศที่สวยงามหรูหรามาตั้งแต่สมัยโรมัน ว่ากันว่าต้นมะกอกที่ชาวโรมันนำมาปลูกยังสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ปัจจุบันนี้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของทะเลสาบเลยก็ว่าได้ร้าน Enoteca Cava Turacciolo เป็นร้านอาหารชื่อดังที่สุดของเมือง เพราะร้านนี้เก็บรวบรวมไวน์คุณภาพดีที่สุดของอิตาลีเอาไว้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Vino rosso (Red), Vino Bianca (White), Champagne หรือ Vino spumante (Sparkling)

จาก Lenno ไป Bellagio นั่งเรือFerryข้ามฝั่งไปประมาณ 30 นาที  เมืองนี้ร้านค้าและนักท่องเที่ยวน่าจะเยอะสุด สำหรับเมืองรอบๆ Como Lake

อีก Villa ที่มีชื่อเสียง คือ Villa Carlotta (www.villacarlotta.it) อันนี้ไปง่ายกว่า เพราะอยู่ใกล้ท่าเรือข้ามฟากที่ cadenabbia เลย เดินไปได้ไม่ไกลมาก หรือ ถ้านั่งเรือเฟอรี่ล่องทะเลสาบจาก Bellagio ไปแค่หนึ่งป้าย ก็จะถึงท่าเรือหน้าวิลล่าเลย

จาก Bellagio นั่ง ferry 15 min ไปยัง  varenna

——–Menaggio

ก็ต้องนั่งรถเมล์สาย C10 ซึ่งสายนี้ผ่านทางด้านซ้ายของ ทะเลสาบโคโม่ เกือบทั้งแถบเลยค่ะ หรือถ้านั่งเรือก็เลยจาก  Bellagio มา 1 ป้ายชิลๆ  แต่จริงๆแล้วมันมีจุดชมวิวที่เห็น lake como ชื่อว่า Balcony of Italy

———Varenna เราจะไปเวนิสจากเมืองนี้  จาก Varenna กลับ Milan ใช้เวลา 1 ชั่วโมง มาถึงสถานีรถไฟ Milano Centrale

TIP: ด้วยเพราะ Varenna เป็นเมืองเล็กๆ สถานีรถไฟจึงไม่ใหญ่โต มีชานชาลาเพียง 2 ชานชาลาเท่านั้น รถไฟจะวิ่งสวนไปมา แต่ขอให้ระลึกว่า คุณอย่าจำเพียงว่า คุณจะต้องขึ้น ชานชาลาที่เท่าไหร่ เพราะบางครั้ง รถไฟมันจะไม่มาตรงชานชาลาที่ระบุ เช่น คุณรู้มาว่า หากจะนั่งรถไฟจาก Varenna ที่คุณยืนอยู่นี้ไป Milan centrale ต้องขึ้นชานชาลา 1 เวลา (เท่าไหร่ก็ว่าไป) แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันอาจจะเปลี่ยนชานชาลา โดยที่เราไม่รู้ ส่วนเวลา อย่าได้หวังว่าจะมาตรง  วิธีที่จะทำให้คุณไม่พลาดคือ 1.หมั่นแหงนคอดูป้ายในทีวีของชานชาลาบ่อยๆ ว่ารถไฟคุณมาหรือยัง 2.ดูฝั่งที่ขบวนรถไฟวิ่งมา ว่ามันเป็นฝั่งที่จะกลับมิลาน 3.หมั่นผูกมิตรกับผู้คนที่มารอรถไฟ

พักที่ Albergo Beretta  จากที่พัก สามารถเดินไปสถานีรถไปได้เลย แต่จะมีบันไดที่ชันพอสมควร

*** เว็บรถบัสในเขต Lake Como: http://www.sptlinea.it/

ข้อมูลรถบัสตามเว็บ http://www.asfautolinee.it/content/en/home

***เว็บเรือล่องทะเลสาบ และเรือข้ามฟากLake Como: http://www.navigazionelaghi.it/eng/c_illago.html

เช็คราคาและรอบเรือที่ —> http://www.navlaghi.it/eng/c_tariffe.asp

*** ที่อิตาลี เมื่อซื้อตั๋วเสร็จ เราจะต้องนำตั๋วนั้นมา validate ที่เครื่อง ซึ่งจะติดตั้งไว้ที่สถานีรถไฟ หรือบริเวณชานชาลาเสียก่อน ตั๋วจึงจะใช้งานได้ ไม่งั้น โดนนายตรวจบนรถไฟปรับเอาได้

ตั๋วที่ไม่ต้อง validate คือตั๋วที่ระบุที่นั่งเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็คือตั๋วที่เราจองมาล่วงหน้าจากในเว็บไซต์ของ trenitalia ครับ (ตั๋วที่จองล่วงหน้าได้จะต้องเป็นตั๋วของรถไฟความเร็วสูง พวก Frecciarossa, Frecciagento, Frecciabianca และ Intercity ส่วนรถไฟพื้นบ้านอย่าง Regionale และ Regionale Veloce ต้องซื้อตั๋วที่สถานี จองไม่ได้ และต้อง validate ให้เรียบร้อย)

รถไฟอิตาลี ไม่ต้องซื้อตั๋วเหมาให้ซื้อเป็นเที่ยวๆ โดยจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือนจะได้ราคา economy , super economy ซึ่งถูกไปประมาณ 50-60% เลย  จองผ่าน http://www.trenitalia.com ปริ้นไปขึ้นรถไฟได้เลยไม่ต้อง validate ( ระวังซื้อผิดวันแบบผมนะ refund ไม่ได้ทิ้งอย่างเดียวครับ )

ปล.1 ออกจากเมือง morcote แวะช้อปปิ้งที่ outlet  Fow town สักนิด หรือไม่ดี

Day 3

Veranna –> milano centrale –> verona

ออกจาก Varenna  นั่งรถ กลับมามิลาน 1.5 hr ก่อน  –> Verona  1.5 hr –>Venice 1.5 hr

พอมาถึงเมือง Verona แล้วก็ตามหา Verona card (บัตรเหมาค่ารถ ค่าเข้าเกือบทุกอย่างในนี้) จริงไม่ต้องซื้อก็คุ้มนะที่นี่บัสนั่งฟรี 70 นาทีแรก  ฝากกระเป๋าที่สถานีได้เลย  อยู่ด้านหลัง ตรงประตูทางออกไปบั

หอคอยนี้ (Torre dei Lamberti ) เป็นจุดสูงสุดที่อยู่กลางเมือง Verona แห่งนี้นั่นเองเรามองวิวเมืองได้ไกลสุดลูกหูลูกตา บ้านเมืองสีแดงอิฐทุกหลังรู้สึกเข็มแข็งแต่กลับแฝงไปด้วยความอบอุ่นในคราวเดียวกัน ลงมาด้านล่างก็จะเป็นแนวๆ Bazar เดินเล่นเพลินๆ บรรยากาศเมืองดีมากกกก เป้าหมายถัดไปเราคือบ้านจูเลียต บ้านแห่งตำนาน Juliet (Casa di Giulietta ) พอเดินเข้ามาในบ้านแทบทุกอนูที่คนเขียนได้ก็จะมี คู่รักมาเขียนชื่อของกันและกันเต็มไปหมด ซ้อนซะจนบางคนแปะ post it ทับเลย

Verona Arena ที่นี่จะคล้ายโคลอสเซียมแต่ขนาดเล็กกว่า ค่าเข้า 10 ยูโรเชียวครับ ถ้าใครไม่มีบัตรเบ่งก็ไม่ต้องเข้าหรอก ไม่ค่อยมีอะไร และยิ่งพีคไปกว่านั้นตอนเราไปเค้ากำลังจัดเตรียมคอนเสริต คืออึ้ง…กะไปดูของโบราณ เก้าอี้แดงๆเต็มเลย

***ตรงด้านข้างArena จะมีร้านสเต็กรสดีอยู่  ชื่อ ร้าน La Griglia

เราเดินไปเรื่อยๆจนทะลุอีกฝั่ง จะเป็นแม่น้ำและ จะเจอกับสะพาน Ponte Scaligero สะพานขนาดใหญ่ข้ามทะเลสาบ Garda เย็นแล้วมุ่งหน้าสู่จุดชมวิวที่ใฝ่ฝันไว้ Castel san pietro ขึ้นฟรีครับเดินขึ้นบันไดไป สัก 400 ขั้นเห็นจะได้แต่วิวคืออย่างฟินนน  แต่จริงๆมี funicular ซื้อไปกลับเพียง 4 EU save limb สิคะ รออะไร

ควรมาช่วง  Sunset แสงจะสวยมาก

มานอนใกล้เวนิส AO Hotel Venezia Mestre  โรงแรมดี อาหารเช้าดีมาก ทำเลใกล้เวนิสแค่สถานีเดียว

นอนที่ Mestre  จะได้ไม่ต้องลากกระเป๋าข้ามสะพาน Taxi Boat เข้ามาน่าจะประมาณ 100 euro/up to 4 people หรือนั่งเรือเมล์เข้ามาก็ประหยัดหน่อย แต่ก็ต้องดูรอบเรือดีดี http://www.alilaguna.com  โการนั่ง taxi boat ก็ได้บรรยากาศดี เพราะว่า เค้าสามารถเข้าคลองเล็กได้ บอกเค้าให้พาทัวร์เลยก็ได้ แต่บริการบนเกาะนี้ทั้งหมด เค้าคาดหวังว่าจะต้องได้ tips นะคะ เพราะถูก spoiled by American, taxi boat หาไม่ยาก เรียกได้ทุกท่า ส่วนเรือเมล์ สามารถดูข้อมูลได้ที่ http://www.atvo.it

DAy 4 venice 

เราพักที่หนึ่งสถานีก่อนถึงเวนิสเพราะไม่อยากลากกระเป๋าตะลุยสะพานในเวนิส คือกระเป๋าพี่ใหญ่

เราแพลนเที่ยวเต็มวัน จึงซื้อบัตร pass เรือนะ ทั้งวันกี่รอบก็ได้ ซื้อตรงชานชาลาที่ 3 ในสถานี ตั๋ววัน 20Euro

Check list

1.Piazza San Marco เป็น square หลักที่ต้องไป แนะนำให้เข้าไปในวิหาร San Marco ด้วยเพราะข้างในสวย เพดานทำจาก Mosaque สีทอง แต่ควรจองตั๋วแบบลัดคิวไปด้วย ticket

หลังจาก San Marco เสร็จ ให้ไปเดินผ่าน Rialto Bridge แต่ก่อนเดินผ่านหรือหลังเดินผ่าน เดินริมน้ำออกไปหน่อยเพื่อดูสะพานด้วยค่ะ เพราะ ประเด็นคือสะพานสวย เดินผ่านอย่างเดียวไม่เห็น

ท่าเรือ San Marco ตรงดิ่งไปจัตุรัส St.Mark เพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ตามตั๋วที่ซื้อไว้ ซึ่งสนนราคาอยู่ที่ 16 ยูโรต่อคน เข้าได้ 4 ที่สำคัญคือ Doge’s Palace, Museo Correr, Museo Archeologico Nazionale และ Monumental Rooms of the Biblioteca Nazionale Marciana

Harry’s Bar  ใกล้ๆ San Marco  Harry’s Bar มันอยู่แถวๆ San Marco เราก็ไปเดินตามหากัน พอถึงหน้าร้านนี่อย่างงง เพราะว่าไม่มีหน้าต่าง(หน้าต่างแบบทึบ) ร้านอยู่ตรงมุมแบบว่าแถบจะมองไม่เห็นแล้วก็เล็กมาก ตั่งใจมาที่นี้เพื่อดื่ม Bellini ซึ่งเป็นเครื่องดื่มสุดโปรด เราสี่คนมุ่งหน้าไปนั่งที่โต๊ะ มีคนเสิร์ฟหน้าตาดีใส่สูทสีขาวเอาเมนูมาให้ เปิดเมนู ดูราคา Bellini ราคา 16.5 ยูโร(คือรู้อยู่แล้วว่าร้านนี้แพง แต่ยัง shock อยู่ดี)

2.ก่อนจะไป Riato Bridge ให้แวะที่ Ponte dell’Accademia ก็ดีค่ะ เป็นสะพานไม้ขนาดใหญ่ 1 ใน 4 สะพาน เหนือ Grand Canal

ปล.1 เรือ Gondola ไม่ต้องนั่ง เอาเงินมานั่ง Taxi Boat แทน คุ้มกว่าเยอะ นั่งเรือ Gondola คือ เป็นอะไรที่นักท่องเที่ยวทุกคนอยากทำ เรือเค้าจะมี route ที่ fix ไว้แล้ว ทุกคนไปทางเดียวกัน เรือขับต่อๆกันไป มีนักท่องเที่ยวคนอื่นยืนมองเราอยู่บนฝั่ง ได้นั่งประมาณ 15-20 นาที ราคาประมาณ 50-80 euro ถ้าโชคดีหน่อยคนพายเรืออาจจะร้องเพลงให้เพลงนึงหวัง

tip

*** Risotto หมึกดำและซอสฝักทอง กับ cattlefish(ปลาหมึกอย่างหนึ่ง) ส่วนถ้าใครได้มีโอกาสแวะไปเกาะ Burano ก็จะมีร้านอาหารร้านหนึ่งที่ต้องเข้าครัวไปดูพ่อครัวโยน Risotto ชื่อร้าน Trattoria da omano

**** Polenta (ทำจากแป้งข้าวโพด คล้ายมันบด) ที่ Venice Polenta จะพิเศษกว่าเมืองอื่น คือจะมี polenta สีขาวแล้วเค้าจะทำเป็นก้อนแล้วนำไปย่าง

*****หาทานที่อื่นไม่ได้ คือ  Sarde in Saor คือ ปลาซาดีนชุปแป้งทอดแล้วเอาไป marinated กับหัวหอมและ white wine (รูปบนด้านซ้าย polenta ด้านขวา)  เมนูนี้สำหรับคนชอบลองของแปลกนะคะ ไม่แนะนำสำหรับบุคคลทั่วไปอีกตัวที่น่าสั่ง คือ Zuppa di cozze หอยแมงภู่ในซอสไวน์ขาว Mussels with white wine sauce

3 – Old government building – New government building

4- Doge’s Palace- Bridge of Sigh

5.ช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นที่ Grand Canal ต้องจับเรือเที่ยวแรกสุดของวันไปรอถ่ายเลยทีเดียว

6.โดยวันแรกจะเที่ยวบนเกาะเวนิส จะเที่ยว Lido, Burano, Murano ครับ

ขึ้นเรือตรงท่าหน้าสถานีรถไฟ Stazione di Venezia Santa Lucia ไปยัง Lido ก่อนครับ

Lido จะเป็นเกาะลักษณะทอดยาว มีหาดทรายกว้างและยาว  ถนนและทางเดินบนเกาะนี้จะกว้างขวาง โล่งๆ นักท่องเที่ยวไม่แออัดเหมือน Venice มีร้านอาหารและร้านขายของบนถนนเส้นหลัก สามารถเดินเที่ยวและทานข้าวได้ หลังจากเดินตามถนนเส้นหลัก และไปเดินชายหาดที่ทอดยาวมากเสร็จแล้ว

Burano ขึ้นเรือต่อมาจาก Lido ที่นี่จะมีลักษณะทางเดินและถนนแบบเวนิสครับ  บ้านเมืองที่นี่มีจุดเด่นคือการทาสีที่สดใส ร้านค้า ร้านอาหารไม่เยอะครับ จะออกแนวเป็นที่อยู่อาศัยจริงๆ  สักพักใหญ่ๆ ก็เดินทั่วแล้วค

และต่อไปผมจะนั่งเรือไปเกาะ Murano เกาะนี้เป็นเกาะแห่งการทำเครื่องแก้วครับ ร้านค้าส่วนใหญ่ขายของต่างที่ทำมาจากแก้วครับ

ผมเดินอยู่ไม่นานก็ขึ้นเรือกลับเวนิสครับ เนื่องจากมีแพลนไปถ่ายรูปและเดินเที่ยวช่วงเย็นๆ ที่เวนิสครับ

 

ตอนนี้ผมยืนอยู่ที่จุดเริ่มคือ Murano Faro (จุดฝั่งซ้าย) ลูกศรยิงไปทางขวา แสดงว่า พอเรือมา เรือจะเข้ามาทางซ้ายของป้าย แล้วแล่นออกไปทางขวา แวะจอด Mazzorbo เป็นป้ายแรก และผ่าน Torcello และ Burano ในที่สุดครับ จากภาพ…

 

Day 5 Cortina  โดโลมิเตส Dolomites  ซื้อเป็น one day trip

อากาศแถวนี้เย็นๆ จนถึงหนาวเลย แม้จะอยู่ในช่วงต้นหน้าร้อนก็ตาม

ทะเลสาบแสนสวยสุดๆ แห่งหนึ่งของ Dolomites ที่ Lake Misurina

https://pantip.com/topic/34080862  ขับรถไปคือจะลองหาทัวร์ half day น่าจะมีรึเปล่า

Carezza lake (Camera iPhone 5s Pano mode)

Lago di Carezza Alto Adige.

ทะเลสาบนี้เป็นทะเลสาบไม่ใหญ่มากเดินรอบได้ในเวลาไม่เกินชั่วโมง เป็นที่นิยมมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากมาเดินเล่น เนื่องจากมีความสวยงามมาก น้ำในทะเลสาบมีหลายเฉดสีตั้งแต่เขียว,เทอร์ค้อย,ฟ้า และน้ำเงิน มีฉากหลังเป็นเทือกเขา Latmar อันอลังการ เป็นสถานที่เหมาะกับการมาเดินเก็บภาพมากครับ

Day 6  Bologna –> San marino

Bologna

Il complesso di Santo Stefano หรือ The basilica of Santo Stefano  ซึ่งที่นี่เรียกรวมกันว่า The Sette Chiese (“Seven Churches”) of Piazza Santo Stefano . ส่วนภายในก็จะเป็นแนวโบสถ์ยุคกลางที่ไม่เน้นประดับประดามากมาย และจะมีบรรยากาศที่ขรึมขลัง สงบเงียบ

 

Piazza Maggiore นี้นอกจากจะมีโบสถ์ใหญ่แล้ว รอบๆยังมีประติมากรรมและสถาปัตยกรรมสวยๆอีก เช่น ประติมากรรม รูปโพไซดอน แบบที่ฟิเรนเซ่ และหอสมุดสวยๆที่มีพื้นแก้ว แวะมาชมกันค่ะ

San Marino

ประเทศ San Marino ไม่มีท่าอากาศยาน ไม่มีสถานีรถไฟ ดังนั้นการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนที่สะดวกที่สุดคือมาที่เมือง Rimini ในประเทศอิตาลี แล้วใช้รถบัส หมายเลข 72 Rimini – San Marino ราคา 4,5 € ต่อเที่ยว ซื้อตั๋วได้ที่คนขับเลยค่ะ หรือใครจะขับรถมาจอดที่ประตูเมือง

สำหรับคนที่มีสัมภาระ การขนสัมภาระ กระเป๋าเดินทาง ไม่เหมาะกับการเดินทางไป San Marino เป็นอย่างมาก เพราะทางเดินเป็นที่ลาดชัน(มาก)​ ซิกแซกตลอดค่ะ ลำบากลำบนทีเดียว

มึคนแนะนำให้ไปฝากไว้ที่ Tourist Information ด้านหน้าสถานี Rimini แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วนะคะให้เดินเลยมาจากสถานีนิดนึง จะมีโรงแรมอยู่ฝากได้ค่ะ อยู่ด้านขวามือ

ฝากกระเป๋าเสร็จ เดินมาที่หน้าสถานีค่ะ มองหาป้ายร้าน Burger King   ข้ามถนนไปและมองหารถบัสที่มีป้ายไฟว่า S. Marino ได้เลยค่ะ เช็ครอบรถได้ http://www.riminiturismo.it/1744/36/Bus_to_San_Marino_Republic.html?lang_index=1&seq_index=2

ถ้าหากว่ามีสัมภาระไปด้วย สามารถเอากระเป๋าใส่ด้านล่างของรถบัสได้ เปิดใส่เองได้เลย อยู่ที่ด้านข้างตัวรถ ไม่คิดค่ากระเป๋าเพิ่มค่ะ  หน้าตารถบัส ด้านข้างติดเส้นทางไว้ชัดเจนค่ะ ปกติจะมีป้ายไปหน้ารถเปิดจุดหมายเช่น S.Marino หรือ Rim
สำหรับคนที่เมารถ แนะนำให้หาทางป้องกันค่ะ เส้นทางประมาณเชียงใหม่ – ปาย พนักงานขับทุกท่านมั่นใจ ขับไวมาก ตามปกติ รถจะมาส่งที่ประตูนี้สามารถขึ้นบันได หรือลิฟต์ได้เลยค่ะ
ตอนเรากลับ คุณลุงเลยขับมาส่ง คืนนั้นคุณลุงก็ขับรถพาชมเมืองเก่า San Marino ขอแนะนำเลยค่ะ Hotel Rosa ที่พักอยู่ติดกับหอคอยที่1 คุณลุงเจ้าของบอกว่าถ้ารู้ว่าเอากระเป๋ามาปกติแกจะมารับที่สถานีรถบัสโรงแรมดี สะอาด ราคาย่อมเยา   มีอาหารเช้า  http://www.hotelrosasanmarino.com

การท่องเที่ยวใน San Marino ก็เดินเล่นไปตามที่ลาดเขาค่ะ และมีหอคอยที่สำคัญ 3 หอคอย

The First Tower = “Guaita Rocca”

The Second Tower = “Cesta Castle”

The Third Tower = “Montale”

ค่าเข้าหอคอยที่ 1 และ 2 = 4,50€ หากเข้าแค่หอคอยเดียวจ่าย 3€
เราไม่ได้เข้าหอคอยนะคะ เนื่องจากว่าจะออกจาก San Marino ก่อน 11 โมง ก็เดินเล่นลัดเลาะตามเมือง
สรุปนะคะ การเดินทาง และค่าใช้จ่าย Bus Rimini – San Marino = 9 € ไปกลับ Travel time approx 45 min.
พักที่ San Marino: Hotel Rosa 68€/2Persons ขากลับก็มาขึ้นรถที่ป้ายนี้ (คุณลุงขับมาส่ง) ซึ่งเป็นป้ายปกติที่รถบัสจะจอดในขามาค่ะ
http://www.bytrainsanmarino.com/eng/index.htm

Day 7  San Marino –> Bologna –>florence

Florence

  1. Trattoria Da Guido  กินก่อนเลย ที่พักเราใกล้กับสถานี   ร้านนี้สเต็กอร่อยอันดับต้นๆของร้านที่เรากินกันเลย
  2. Piazza del Duomo “Cattedrale di Santa Maria del Fiore (St Mary of the Flower)”
    Duomo Florence เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงสุดในเขตเมืองเก่า Florence ครับ ทางการห้ามไม่ให้สิ่งก่อสร้างอันไหนก็ตามสูงกว่าโบสถ์ Duomo เป็นอันขาด มาเที่ยวกับนายกาแฟผู้หลงใหลในสไตล์การเที่ยวชมตึกรามบ้านช่อง และจุดชมวิว
  3. St Trinity Bridge  สะพาน Vecchio
  4. Piazzale Michelangelo จะไปด้วยรถเมล์ ราคาเพียง 1.20 €หรือเดินก็ได้
    รถเมล์ในฟลอเรนส์นั่งได้ 70 นาทีด้วยครับ เท่านี้ก็เหลือแหล่แล้วสำหรับการขึ้นไปชมวิวด้านบน รถบัสจะกลับมาจอดที่สถานีรถไฟอีกครั้ง
  5.  
  6. Brunelleschi’s Dome : เวลาทำการ : จันทร์-ศุกร์ – 08:30 – 19.00เสาร์ – 8:30 – 17:40อาทิตย์ – ปิด (Last entry 40 นาทีก่อนเวลาปิด) ค่าเข้าชม : €10.00  ข้อควรระวัง : ต้องขึ้นบันได 463 ขั้น ทั้งแคบ ชัน และอากาศถ่ายเทน้อย จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ที่กลัวความสูง รวมถึงผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรงครับ
  7. Giotto’s bell tower : เวลาทำการ : 08:30 – 19.30 (Last entry 40 นาทีก่อนเวลาปิด) ค่าเข้าชม : €6.00  ข้อควรระวัง : ต้องขึ้นบันได 414 ขั้น ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ที่กลัวความสูง รวมถึงผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรงครับ

พัก Ostello centrale

 

Day 8  Florance – Pisa – La spezie

La Spezia –> Cinque Terre เก็บกระเป๋าที่โรงแรมก่อน  La Perla delle 5 Terre  ตั้งที่ Vernazza  เพราะเราปลงใจว่าจะดู sunset ที่นี่  ****ควรมีเวลาที่นี่อย่างน้อยสักสองคืนเที่ยวชิลเล่นน้ำชมวิวครบแน่**

Cinque Terre คือหมู่บ้านทั้ง 5 แห่ง ประกอบด้วย Riomaggiore / Manalora / Corniglia / Vernazza / Monterosso al Mare

โดยชื้อตั๋ว Day-Trip ที่สถานีรถไฟ La Spezia ได้เลย  และใช้เดินทางระหว่างหมู่บ้านใน cinque terre โดยรถไฟได้ครับ

—–La Spezia

https://sanooktiew.com/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7-cinque-terre-guide/

Cinque Terre ยังได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จึงได้รับการขึ้นทะเบียน ให้เป็นเมืองมรดกโลก ขององค์การยูเนสโก้ (UNESCO Wolrd Heritage Site) อีกด้วย ที่ Cinque Terre นั้นมีหมู่บ้านมากกว่า 5 หมู่บ้านนะคะ โดยที่หมู่บ้านอื่นๆ นั้น ไม่ได้อยู่ตามชายฝั่ง แต่อยู่บนเขาแทน เช่น Volastra, Groppo และ San Bernardino เป็นต้น

ฤดูท่องเที่ยวของการ เที่ยว Cinque Terre เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึง เดือนกันยายน ค่ะ แต่เดือนสิงหาคมนั้น จะเป็นช่วงที่พีคที่สุด

เมื่อถึง La Spezia Centrale แล้ว ก็จะมีรถไฟที่เดินทางเฉพาะสำหรับ เที่ยว Cinque Terre (Regional Train) ไป-กลับ ระหว่าง 7 หมู่บ้าน ได้แก่ La Spezia – Riomaggiore – Manarola – Corniglia – Vernazza – Monterosso – Levanto โดยใช้เวลาตั้งแต่ 3 นาที (ระหว่างหมู่บ้าน) ไปจนถึง 25 นาที (ตั้งแต่ Riomaggiore จนถึง Monterosso)

Cinque Terre Point หรือ ศูนย์บริการนักท่อง เที่ยว Cinque Terre จะมีอยู่ประจำที่สถานีรถไฟของทุกหมู่บ้าน โดยเป็นทั้งที่ขายตั๋วรถไฟ, บัตร Cinque Terre, ของของที่ระลึก และที่สอบถามข้อมูลท่องเที่ยวใน Cinque Terreเปิดเวลา 8.00 น. และ ปิดเวลา 20.00 น. ทุกวันค่ะ

ทริค —แนะนำให้ทำการซื้อ บัตร Cinque Terre ที่สถานีรถไฟ La Spezia Centrale ค่ะ เพราะร้านใหญ่ คนไม่แน่นมาก เท่าร้าน Cinque Terre Point ของแต่ละหมู่บ้าน อีกทั้งหากคุณจะซื้อบัตรแบบ Treno (รายละเอียดว่าบัตรนี้คืออะไร อยู่ด้านล่างนะคะ) ก็จะได้ไม่ต้องเสียค่าตั๋วรถไฟเที่ยวนี้ เพราะรวมอยู่ในบัตรอยู่แล้วริค  การซื้อตั๋วรถไฟรายเที่ยว หากซื้อกับเจ้าหน้าที่ใน Cinque Terre Point นั้นจะราคา €4 แต่หากคุณซื้อเองแบบกดตู้ อาจได้ตั๋วถูกลงเกือบครึ่งเลยค่ะ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับรอบที่คุณเดินทางนะคะ

  1. บัตร Cinque Terre แบบ Treno Card มีสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง?

1). บัตรนี้แบบ 1 วัน มีอายุถึงเที่ยงคืนของวันที่ทำการ Validate ค่ะ ส่วนแบบ 2 วัน นั้น มีอายุถึงเที่ยงคืนของวันถัดไป2). นั่งรถไฟชั้น 2 ของรถไฟ Regional เส้นทาง La Spezia – Levanto ได้ฟรี ไม่จำกัดครั้ง3). เข้าไฮกิ้งได้ทุกเส้นทาง ฟรี โดยไม่จำกัดครั้ง4). เข้าร่วม Walking Park หรือ Guided Tours หรือ การเข้าทำกิจกรรมต่างๆ ที่เค้ากำหนดให้ โดยมี ผู้นำทาง หรือ ไกด์ ได้ฟรี ตามตารางที่มีในแต่ละวัน (สามารถขอตารางโปรแกรมได้ที่ Cinque Terre Point)5). ใช้บริการรถบัส ATC ไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ที่อยู่บนเขา ได้ฟรี (สามารถขอตารางการเดินรถได้ที่ Cinque Terre Point)6). ใช้ห้องน้ำที่มีการเก็บค่าเข้า ฟรี7). ใช้ wifi ของ Cinque Terre Hotspot ได้ฟรี (ส่วนมากสัญญาณ wifi จะมีอยู่แค่บริเวณ Cinque Terre Point เท่านั้น)8). เข้าร่วม Workshops ใดๆ ที่มีการจัดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ ฟรี9). ได้รับส่วนลดในการเข้าพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ในเมือง La Spezia10). เข้าร่วมกิจกรรมที่มีขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ ฟรี เช่น สามารถเข้าร่วมงาน 35th International Music Festival ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 กรกฎาคม – 2 กันยายน 2559 ได้ฟรี

Riomaggiore (ริ โอ มัจ จอร์ เร)

หมู่บ้านสี รูปตัววี

มีร้านรวงต่างๆ หลากหลาย มีตัวเลือกเยอะ คือแค่ร้านเจลาโต้ก็มีเป็น 10 ร้านแล้วมั้ง ไม่ใช่มีขายแค่ที่ไทยนะ ที่หมู่บ้าน Riomaggiore ก็มีจ้า

Manarola (มา นา โร ลา)

วิวมุมภูเขาสูงตัดกับ แคคตัส

Manarola เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่โรแมนติกอีกหมู่บ้านหนึ่ง Manarola นั้น มีถนนหลักเพียงเส้นเดียวที่มีร้านรวงต่างๆ ขนาบสองข้างทางหากใครไม่สะดวกกับการไฮกิ้ง แต่อยากเห็นวิวของหมู่บ้านเต็มๆ ที่ Manarola ก็เหมาะมากค่ะ เพราะมีจุดชมหมู่บ้านแบบกว้างๆ ให้ได้เก็บบรรยากาศสวยๆ ทั้งหมู่บ้านได้จนหมด โดยมีทางเดินยาวไปๆ ทางด้านขวามือสุด (หันหน้าเข้าหาทะเล) ให้ได้เดินเพลินๆ ให้ได้นั่งชิวๆ จนอิ่มวิวเลยค่ะ

หากคุณมองไปบนภูเขาที่หมู่บ้าน Manarola นั้นดีๆ คุณจะเห็นเส้นทางเดินมากมาย ซึ่งคุณสามารถเดินขึ้นไปได้ค่ะ ที่ภูเขาเขียวๆนี้ เค้าปลูกองุ่นกันค่ะ

Corniglia (คอร์ นี เลีย)

น้องเล็กสุดของทั้ง 5 หมู่บ้าน เพราะเป็นหมู่บ้านที่เล็กที่สุด Corniglia นี้ เหมือนต้องคำสาป 555+ เพราะอยู่บนหน้าผาสูง ไม่ได้อยู่ติดชายฝั่งริมทะเลเหมือนพี่น้องทั้ง 4 จึงเป็นหมู่บ้านที่ไม่มีท่าเรือ

หากใครชอบความเงียบสงบ ชอบวิวมุมสูง ก็เหมาะที่จะมาพักที่ Corniglia ค่ะ โดยร้านอาหารที่อยู่ริมๆ จะมีวิวดีมากๆ เหมือนนั่งอยู่บนตึกสูงระฟ้า ลอยอยู่เหนือทะเล ฟังเสียงคลื่นชิวๆ รับลมเต็มๆ เห็นนกนางนวลตัวโตๆ บินโฉบไปมา อินไปอีกแบบ ที่ Corniglia ยังมีร้านเจลาโต้ที่อร่อย เหนียว นุ่ม เข้มข้น และถูกมากอีกด้วย

Vernazza (เวอร์ นาซ ซา)

มุมชมวิวมุมสูง ปูเสื่อปิคนิค

Vernazza เป็นหมู่บ้านที่ได้รับฉายาว่า “ราชินีแห่ง Cinque Terre” และเป็นเมืองที่โรแมนติกเมืองหนึ่ง หมู่บ้านนี้จึงเป็นหนึ่งในหมูบ้านที่มีนักท่องเที่ยวนิยมมาพักมากที่สุด ลักษณะคล้ายๆ กับหมู่บ้าน Riomaggiore เพียงแต่ที่ Vernazza จะมีท่าเทียบเรือที่ยาว และสวยมาก

ทางเดินขึ้นมุมมหาชนจะเป็นตรอกเล็กที่ถ้าเราหันหน้าออกทะเลจะอยู่ด้านขวามือ ถ้าหาไม่เจอแนะนำถามคนแถวนั้นคะ เค้าใจดีมาก แทบจะจูงมือไปชี้ทางเลยล่ะ

เป็นที่ตั้งของปราสาทโดเรีย (Doria Castle) ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อไว้สังเกตการณ์เหล่าโจรสลัดที่จะเข้ามาโจมตีหมู่บ้าน ว่ากันว่าที่นี่เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด และถ้าเดินออกไปทางอ่าว มองย้อนกลับเข้ามาทางด้านซ้ายจะได้เห็นโบสถ์ซานต้ามาร์เกห์ริต้า (La Chiesa di Santa Margherita d’Antiochia) ซึ่งเป็นหอคอยสีเหลืองรับกับวิวของภูเขาด้านหลังที่เป็นไร่องุ่นสำหรับทำไวน์ พร้อมกับวิวของหมู่บ้านตรงกลาง และเรือประมงที่จอดอยู่ในอ่าว โดยมีของขึ้นชื่อคือเจลาโต หรือไอศกรีมที่ทำจากน้ำผึ้งธรรมชาติ หรือที่คนที่นี่เรียกกันว่า Miele di Corniglia ส่วนวิวของที่นี่จะสวยที่สุด หากล่องเรือออกไปกลางทะเลแล้วถ่ายรูปกลับเข้ามา

Monterosso (มอน เตร รอส โซ)

หาดทรายสวย หาดน่าเล่น

เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่และกว้างที่สุด  และมีหาดทรายที่กว้างและยาวที่สุดใน Cinque Terre อีกด้วย เหมาะสำหรับคนชอบนั่งเล่นชายหาด อาบแดด และว่ายน้ำ และชอบความครึกครื้น สะดวกสบาย มีร้านอาหาร มีที่พักที่เป็นโรงแรม และรีสอร์ทแบบมีระดับให้เลือกเข้าพักด้วย

เป็นชุมชนแรกที่ก่อตั้งขึ้นในบรรดา 5 หมู่บ้าน หากได้มาที่หมู่บ้านนี้ควรจะแวะไปชมวิหารนักบุญจอห์นเดอะแบ็พทิสต์ (Chiesa di San Giovanni Battista) สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13-14 เป็นโบสถ์เล็กๆ มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบบาโรก ทำจากหินอ่อนสลับสีขาวดำ เป็นลายขวางพาดตัววิหารทั้งด้านนอกและด้านใน น่ารักมากเลยทีเดีย

หมดวันสำหรับ Day-Trip ที่ cinque terre

Day 9  Pisa –> Rome –> Vatican

Pisa

เดินทางราว 1.5 ชั่วโมง ไปปิซ่าหลังเที่ยง …ย้อนแสง?? ที่ปิซ่าก็จะมีเพียงหอเอน

จากสถานี ซื้อรถบัสที่ร้านขายหนังสือพิมพ์ ตั๋วเป็นแบบ 70 นาทีเหมือนกันค่ะ ถ้าเราทำเวลาได้ก็ซื้อแค่ขาเดียว  ฝากกระเป๋าที่ด้านขวาของสถานี

Rome

เดินทางเพียง 20 นาที

โดยช่วงเช้าจะเข้าไปในส่วนของพิพิธภัณฑ์ แล้วช่วงบ่ายไปมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ และเดินขึ้นยอดโดมของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ครับ จากวาติกันเดินไปอีกประมาณ 1.6 km จะเจอ Castel SantAngenlo และสะพาน SantAngelo วิวงามเลยค่ะที่นี่

ตรงขอบสะพานก็เจ้ามีหนุ่มสาวชาวอิตาลีเอากุญแจมาคล้องไว้ ให้รักกันยืนยาวนานตลอดไป ได้ความรู้สึกคล้ายๆกับโซลทาวเวอร์เลยนะคะ castel นี้อยู่ติดกับแม่น้ำไทเบอร์  หรือ Tevere ภาษาอิตาลี เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านกรุงโรม จากสะพาน SantAngelo ก็เดินเลียบน้ำมาเรื่อยๆหาจุดที่เราจะไปเที่ยวต่อ

จากสะพานก็เดินมาเรื่อยๆเพื่อที่จะไปยังจัตุรัสนาโวนา (Piazza Navona)

มาถึงแล้วค่ะจัตุรัสนาโวนา ประมาณ 1 กิโลเมตรจากสะพาน SantAngenlo  ที่เรียกว่าจัตุรัส Navona เพราะว่าตรงนี้สมัยก่อนเต็มไปด้วยน้ำ มาจากคำว่า Navi นันเอง จากจัตุรัสนาโวนาไปอีกไม่ถึง 600 เมตร ก็จะเป็นวิหาร Pantheon ค่ะ พอดีเดินมาจากด้านหลัง รูปนี้เป็นด้านหลังวิหารค่ะ

ภายในวาติกันมี วิหารเซนต์ปีเตอร์ (St.Peter’s Basilica หรือ Basilica di San Pietro) ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในนครรัฐวาติกัน โดมของมหาวิหารสูงโดดเด่นสามารถเห็นได้แต่ไกลในตัวเมืองโรม สามารถจุคนได้กว่า 60,000 คน นับเป็นสถาปัตยกรรมยุคเรอเนสซองซ์ที่มีชื่อเสียงที่สุด ใช้เวลาสร้างถึง 150 ปี เลยนะคะ

Vatican Museum

การเดินทางก็ไปโดย Metro ลงสถานี Cipro-Musei Vaticani ออกมาก็เดินไปอีกซักประมาณ 10 นาทีก็จะถึง Vatican Museum ค่ะ

เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ (มาก) ที่รวบรวมงานศิลปะทั้งหลายไว้มากมาย
ที่นี่ใช้ Roma Pass ไม่ได้ ค่าเข้า 16 ยูโร + ค่าธรรมเนียมจองออนไลน์ 4 ยูโร (จะได้ไม่ต้องต่อคิว) >>> http://www.coopculture.it/ticket_office.cfm  แต่ถ้าจะไปซื้อตั๋วที่นั่น ช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ เช้ามากๆ (ประมาณก่อนเก้าโมงเช้า) หรือไม่ก็ช่วงบ่ายเลยครับ

ประมาณเกือบสองชั่วโมงแล้วออกไปต่อที่ Saint Peter’s Basilica หลายคนแนะนำว่าให้เข้า Vatican museum ก่อน เพราะพอเดินเสร็จมันจะมีทางเดินไป St. Peter’s Basilica อีกทางหนึ่งทำให้ไม่ต้องไปต่อแถวยาวๆ ด้านหน้า แต่…

จากที่ไปมา ผมหาทางที่บอกว่าเป็นทางลัดไปมหาวิหาร St Peter’s ไม่เจอ เลยออกมาตามทางปกติ ก็ต้องไปต่อแถวเข้ามหาวิหารกลางแดดร้อนๆ อยู่ดี ซึ่งตอนผมไปนั่นประมาณ 11 โมง รอแถวอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงได้ ซึ่งนับว่าเร็วกับช่วงเวลานี้

ผมมาซ่อมที่นี่อีกวัน มากันแต่เช้าประมาณเกือบๆ เก้าโมง คนน้อยกว่ากันอย่างชัดเจน รอคิวไม่ถึงสิบนาทีเล่ามาซะยาว สรุปนะครับ ว่า ถ้าซื้อตั๋วเข้า Vatican Museum ออนไลน์ไปแล้วซึ่งทำให้ไม่ต้องต่อคิวเข้า ผมแนะนำว่าตอนเช้าให้มาที่ St. Peter’s Basilica ก่อน เสร็จแล้วค่อยไปพิพิธภัณฑ์ครับ ประหยัดเวลารอคิวของ St. Peter ไปได้มากโขเลย

St. Peter’s Square

การขึ้นโดมได้หลายวิธีคือจะขึ้นบันไดตลอดจนถึงยอดเลยก็ได้ (551 ขั้น) หรือจะขึ้นลิฟท์ไปครึ่งทาง (ประหยัดแรงไปได้ 320 ขั้นบันได) แล้วเดินต่อไปจนถึงยอด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผมเลือกขึ้นลิฟท์แล้วค่อยเดิน 555 สนนราคา ถ้าเดินอย่างเดียวก็ 5 euro ถ้าลิฟท์ก็ 7 euro ครับหลังออกมาจากลิฟท์ ได้เดินดูวิวภายในโบสถ์จากมุมสูงด้วยครับ

Day 10 ROME –>BKK flight 3 PM

Colosseum 
เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ใจกลางกรุงโรมใช้ในการประลองของเหล่า gladiator, สัตว์ป่าและสัตว์ร้ายทั้งหลาย สร้างเสร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นรูปวงรี วัดโดยรอบได้ 527 เมตร สูง 57 เมตร จุคนได้กว่า 60,000 คน ที่นี่ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2550
ค่าเข้า Colosseum 12 ยูโร ถ้าซื้อออนไลน์เสียค่าธรรมเนียม 4 ยูโร (ข้อดีคือ ไม่ต้องต่อคิวตอนเข้า) ซึ่งจะเข้าได้ทั้ง Colosseum และ Roman Forum หรือถ้าซื้อ Roma pass ก็เข้าได้ฟรี ตอนเลือกดูตั๋วเห็นทัวร์ที่น่าสนใจคือ Underground and upper level tour คือเขาจะพาเดินไปชั้นใต้ดิน และชั้นสามซึ่งอยู่บนสุด ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. โดยปกติส่วนนี้เขาจะไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้า และจะเปิดเฉพาะช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนเท่านั้น เลยตัดสินใจลองจองดู ผมเริ่มจองก่อนเดินทาง 2 อาทิตย์ แต่ทัวร์ภาษาอังกฤษเต็มไปจนถึงมิถุนายนเลย ไม่รู้เขาจองกันตั้งแต่เมื่อไร หรือเขากันตั๋วไว้ก็ไม่รู้ เลยจองเป็นทัวร์ภาษาอิตาลีแทน คือกะเอาบรรยากาศ ฟังไม่รู้เรื่องก็ช่าง 555 ค่าทัวร์ 11 ยูโรต่อคน ยังเสียดายถ้าฟังรู้เรื่องรู้ราวบ้างก็ดี ดูประวัติเขาน่าสนใจมาก  ดูรายละเอียดตามนี้เลย—> http://www.coopculture.it/ticket_office.cfm

Colosseum มีการก่อสร้างที่น่าทึ่ง ใช้คอนกรีตจากหินภูเขาไฟที่ทำให้โครงสร้างแข็งแกร่ง การออกแบบต่างๆ เช่น เป็นรูปวงรีที่ให้ผู้ชมรู้สึกใกล้กับนักกีฬามากขึ้น การออกแบบทางเข้าออกที่มีถึง 80 ช่องซึ่งถึงแม้จะใหญ่และวกวนแต่ก็ทำให้ผู้ชมเดินเข้ามาในสนามกีฬาได้อย่างรวดเร็ว และมีการออกแบบการระบายน้ำอย่างดีเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง เป็นต้น แผนผังคร่าวๆ ของที่นั่ง จะแบ่งตามระดับชนชั้น โดยชนชั้นกษัตริย์จะอยู่ชั้นล่างใกล้สนาม (ชั้น Podium)

เมื่อเอาพื้นของ Colosseum ออก ทำให้เห็นห้องใต้ดินด้านล่าง
เริ่มทัวร์ Undergroundห้องใต้ดินด้านล่างถูกแบ่งเป็น 2 ชั้น สร้างเป็นห้องขังเล็กๆ จำนวน 32 ห้อง สำหรับ gladiator และสัตว์ต่างๆลิฟท์สำหรับใช้ขนพวกสัตว์ป่าขึ้นสู่ลานประลองส่วน Upper level (ชั้น 3) เปิดให้เดินดูนิดหน่อย เป็นจุดชมวิวมุมสูง ไม่ได้เดินดูโดยรอบ

มองลงไปเห็นประตูชัยด้านล่างเสร็จจากทัวร์และเดินชมเอง ก็ตกราวๆ 2 ชั่วโมงครับ ก็เดินต่อมาที่ Roman Forum ครับ ซึ่งอยู่ติดกันและใช้ตั๋วใบเดียวกับ Colosseum (ถ้าซื้อตั๋ว) ซึ่งที่มีคนรีวิวบอกๆ กันมา ถ้าไม่มี pass หรือไม่ได้ซื้อออนไลน์มาก่อนและจะต่อคิวซื้อตั๋วให้มาต่อคิวฝั่ง Roman Forum เพราะคิวจะน้อยกว่าคิวที่ Colosseum มาก

โรม (Rome) จะอยู่ในเมืองและเดินเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งไม่ไกลกันมาก สามารถเดินถึงกันได้

-Piazza Navona

-Pantheon

-Trevi Foutain

-Colosseo

-Roman Forum

-Spanish Steps

———————————–10 วัน กำลังดี ถ้ามากกว่านี้คือ อิชั้นหมดแรง —————————-

ถ้าใครสนใจ file word ส่งให้ได้นะคะ

คราวหน้าต้องไปเก็บ Naple , Capri , Amalfi coast

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.